5 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้ “คามาวิงก้า” แข้งคนใหม่ของ “ราชันชุดขาว”

เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งลาลีกา ประเทศสเปน ประกาศคว้าตัว เอมองอาร์โด้ คามาวิงก้า กองกลางดาวรุ่งชาวประเทศฝรั่งเศส วัย 18 ปี จากสมาพันธ์แรนส์ ในวันสุดท้ายของตลาดค้าขายนักเตะซัมเมอร์ ปี 2021 โดยเซ็นสัญญายาว 6 ปี

คามาวิงก้า กลายเป็นวัตถุประสงค์ของหลายๆสมาพันธ์ชั้นหนึ่งในยุโรป ก่อนจบกับ “พระราชาชุดขาว” เขาโดนจับตามองว่า จะเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในอีก 10 ปีข้างหน้า และนี่เป็น 5 เรื่องราวของเขา ที่คุณอาจยังไม่รู้มาก่อน

กำเนิดในค่ายผู้ลี้ภัยชาวแองโกลา
คามาวิงก้า กำเนิดเมื่อปี 2002 ในค่ายผู้ลี้ภัยชาวแองโกลา พ่อและแม่เป็นชาวคองโก เมื่ออายุได้ 2 ขวบ ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอาศัยอยู่ทางทางเหนือของประเทศฝรั่งเศส เพื่อหนีภัยการทำศึก แต่แล้วพอถึงปี 2013 บ้านของเขาถูกไฟเผาจนถึงเงินทองเสียหายมาก
เคยฝึกเล่นกีฬายูโดมาก่อน
คามาวิงก้า เริ่มจากทีมเยาวชนของสมาพันธ์ดราปู-ฟูแฌร์ ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ แต่ว่าตอนนั้น เขายังได้ไปฝึกซ้อมวิชาศิลปะการป้องกันตัวอย่างกีฬายูโดอีกด้วย แต่ว่าในที่สุดแล้ว เจ้าหนูคามาวิงก้าก็เลือกจุดโฟกัสไปที่การเป็นนักฟุตบอลเพียงอย่างเดียว
ติดทีมชาติประเทศฝรั่งเศสชุดใหญ่ตอนอายุ 17 ปี
คามาวิงก้า นอกเหนือจากที่จะเป็นนักเตะทีมชาติประเทศฝรั่งเศส ชุดยู-21 แล้ว ยังได้รับช่องทางลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของ “เลส์ เบลอส์” ไปแล้ว 3 นัด โดยการลงสนามนัดแรกนั้น เป็นนัดที่พบกับโครเอเชีย ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อเดือนกันยายน 2020 ด้วยวัย 17 ปี 9 เดือน 29 วัน เปลี่ยนเป็นนักเตะอายุน้อยสุดในรอบกว่า 100 ปี ที่ประเดิมลงเล่นให้กับทีมชาติประเทศฝรั่งเศสชุดใหญ่เป็นครั้งแรกมีประสบการณ์ในแชมเปี้ยนส์ ลีก


ฤดู 2019/20 แรนส์ได้ชั้นที่ 3 ในลีกสูงสุดของประเทศฝรั่งเศส ชนิดที่ต้องตัดจบซีซั่นก่อน เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสวัววิด-19 ทำให้ได้สิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลถัดมา โดนจับสลากอยู่กลุ่มเดียวกับเชลซี, เซบีคุณย่า และคราวสโนดาร์ ซึ่งคามาวิงก้า ก็ได้ช่องทางลงสนามในถ้วยใหญ่สุดของยุโรป 4 จาก 6 นัด ของรอบแบ่งกลุ่ม และลงเล่นเป็นตัวจริงทุกนัด
มีความก้าวหน้าในแต่ละตำแหน่งที่ลงเล่น


ตลอดระยะเวลาการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ มิดฟิลด์วัย 18 ปีรายนี้ สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแผงกองกลาง โดยหลักแล้วเขาจะเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ แต่ว่าจะได้รับหน้าที่ที่มากขึ้นสำหรับการทำเกมรุก คามาวิงก้าบอกให้เห็นถึงความสามารถต่างๆไม่ว่าจะเป็นการแย่งบอล, การจ่ายบอล รวมถึงการเลี้ยงบอลที่สุดยอด และจะยังคงพยายามหาตำแหน่งที่ดีที่สุดต่อไป

นัดแรกก็ยิงเลย! “จูด เบลล์” จัดหนึ่งเม็ดช่วย อังกฤษ U19 เฉือน อิตาลี U19 2-0

ศูนย์หน้าลูกครึ่งอังกฤษ-ไทย จากเชลซี เปิดฉากสกอร์แรกของตนในทีมสิงโตคำราม U19 ช่วยทีมลับหน้าแข้งชนะอิตาลี 2-0

จูด ซุ่นทรัพย์สิน เบลล์ กองหน้าลูกครึ่ง ยิงหนึ่งประตูช่วยทำให้ทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี อุ่นเครื่องเอาชนะ อิตาลี 2-0 เมื่อคืนวันที่ 2 เดือนกันยายน ก่อนหน้านี้

ศูนย์หน้าวัย 17 ปี โชว์ฟอร์มก้าวหน้าในทีมสิงห์บลูส์ U23 สม่ำเสมอมาจากฤดูกาลที่แล้ว ก่อนถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ในโปรแกรมอุ่นเครื่องกันยายน เพื่อเตรียมทีมฝ่าศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี รอบคัด ในตอนพ.ย.นี้

ล่าสุด จูด เบลล์ ได้รับช่องทางลงในสนามเป็นตัวจริงให้ทีมในเกมลับหน้าแข้งกับอิตาลี ก่อนซัดหนึ่งประตูช่วยทำให้สิงโตคำรามเอาชนะอัซซูรีไป 2-0

ทั้งนี้ จูด เบลล์ ยังมีโปรแกรมลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ U19 ในเกมอุ่นเครื่องอีกหนึ่งนัดหมาย เจอกับ ทีมชาติเยอรมนี U19 ในวันที่ 6 เดือนกันยายนนี้

เปิดโผ 10 อันดับแข้งยิงมากมายสุดในชื่อทีมชาติ ข้างหลัง “โรนัลโด” รั้งอันดับ 1 ลำพังสำเร็จ

จารึกประวัติศาสตร์ขึ้นแท่นผู้เดียวๆมีชื่อเสียงว่าเป็นนักฟุตบอลที่ทำประตูให้ทีมชาติเยอะที่สุดเรียบร้อย สำหรับ คริสเตียโน โรนัลโด ข้างหลังโขก 2 ประตูให้ ทีมชาติโปรตุเกส เปิดบ้านเชือด ทีมชาติไอร์แลนด์ 2-1 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กรุ๊ปเอ เมื่อคืนนี้ก่อนหน้าที่ผ่านมา

ก่อนเกมนี้ โรนัลโด รั้งอันดับที่หนึ่งร่วมกับ อาลี ดาอี ตำนานดาวยิงทีมชาติประเทศอิหร่าน ที่ปริมาณ 109 ประตู แต่ 2 ประตูในเกมล่าสุด ทำให้ดาวยิงวัย 36 ปี ที่เริ่มเกมนี้ด้วยการยิงจุดโทษไม่เข้าตั้งแต่นาทีที่ 15 ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับที่หนึ่งแต่เพียงผู้เดียวเรียบร้อย

นอกจากนั้น โรนัลโด ยังทำสถิติลงสนามรับใช้ทีมชาติโปรตุเกสเป็นนัดหมายที่ 180 ทำให้เจ้าตัวครองตำแหน่งนักฟุตบอลยุโรปที่ลงเล่นให้ทีมชาติมากมายสุด ร่วมกับ เซร์คิโอ รามอส (ทีมชาติประเทศสเปน) อีกด้วย

สรุป 10 อันดับนักฟุตบอลที่ทำประตูในชื่อทีมชาติเยอะที่สุดในโลก

1. คริสเตียโน โรนัลโด 111 ประตู
ทีมชาติโปรตุเกส (2003 – เดี๋ยวนี้)

2. อาลี ดาอี 109 ประตู
ทีมชาติประเทศอิหร่าน (1993-2006)

3. ม็อกทาร์ ดาฮารี 89 ประตู
ทีมชาติมาเลเซีย (1972-1985)

4. เฟเรนซ์ ปุสกัส 84 ประตู
ทีมชาติฮังการี (1945-1956)

5. ก็อดฟรีย์ ชิทาลู 79 ประตู
ทีมชาติแซมเบีย (1968-1980)

6. ฮุสเซน ซาอีด 78 ประตู
ทีมชาติอิรัก (1976-1990)

7. เปเล่ 77 ประตู
ทีมชาติบราซิล (1957-1971)

8. (ร่วม) อาลี มับคูต 76 ประตู ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (2009 – เดี๋ยวนี้)
ลิโอเนล เมสซี 76 ประตู ทีมชาติอาร์เจนตินา (2005 – เดี๋ยวนี้)

10. (ร่วม) ระอุชินิเงะ คามาโมโตะ 75 ประตู ทีมชาติญี่ปุ่น (1964-1977)
บาชาร์ อับดุลลาห์ 75 ประตู ทีมชาติประเทศคูเวต (1996-2018)